iPhone 6s และ 6s Plus มาแล้ว! สั่งงานหลากหลายด้วย 3D Touch กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล

Last updated: Sep 10, 2015  |  747 จำนวนผู้เข้าชม  |  ข่าวมือถือ ข่าว iPhone

iPhone 6s และ 6s Plus มาแล้ว! สั่งงานหลากหลายด้วย 3D Touch กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล

https://www.blognone.com/node/72277

iPhone 6s และ 6s Plus มาแล้ว! สั่งงานหลากหลายด้วย 3D Touch กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซล


เผยโฉมอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับพระเอกของงานอย่าง iPhone 6s และ iPhone 6s Plus ที่คงหน้าตาไว้เหมือนเดิมเป๊ะ แต่เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ ปรับปรุงฟีเจอร์เดิมให้ดีขึ้นหลายอย่าง ค่อยๆ พูดกันไปทีละชิ้นครับ

ฟีเจอร์เด่นของ iPhone 6s รอบนี้คือ 3D Touch ระบบรับแรงกดบนหน้าจอที่พัฒนามาจาก Force Touch บน Apple Watch ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงการใช้งานใหม่ๆ หรือใช้เป็นทางลัดเข้าสู่ฟีเจอร์ในแอพได้เร็วขึ้น ด้วยการกดค้างลงไปบนหน้าจอ (จะเรียกว่าเป็นการคลิกขวาบนสมาร์ทโฟนก็ว่าได้) โดยการใช้งาน 3D Touch มาพร้อมกับ gesture ใหม่หลายประการ ได้แก่ Peek and Pop สำหรับกดค้างเพื่อเรียกเมนูลัด ใช้ได้ทั้งกับแอพ รายชื่อผู้ติดต่อ หรือแม้แต่เมล์-ข้อความ ซึ่งระดับความแรงในการกดมีผลกับผลลัพธ์ที่โชว์ด้วย การใช้งานฟีเจอร์พวกนี้จะมีการสั่นเตือนจากตัว Taptic Engine ภายในเพื่อให้รู้ว่ากดแบบไหนอยู่

ต่อมาเป็นการปรับปรุงของเดิมที่มีอยู่แล้วอย่าง Touch ID รุ่นสองที่เร็วขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว และอีกไฮไลท์ของงานอย่างกล้อง iSight ตัวใหม่ที่อัพเกรดความละเอียดเป็น 12 เมกะพิกเซล พร้อมฟีเจอร์ใหม่ในเซ็นเซอร์ที่ช่วยให้เก็บสีได้แม่นยำขึ้น (ดูแล้วคล้าย ISOCELL) รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K เสียที ฝั่งกล้องหน้า FaceTime HD ก็ได้อัพเกรดความละเอียดเป็น 5 เมกะพิกเซล ซึ่งมาพร้อมกับฟีเจอร์ Retina Flash สำหรับใช้งานหน้าจอเป็นแฟลชได้อีกด้วย

ฝั่งซอฟต์แวร์ที่โชว์พร้อมการเปิดตัว มีตั้งแต่การเรียกใช้งาน Siri ด้วยคำสั่งเสียง "Hey Siri!" และ Live Photo สำหรับแทนที่ภาพนิ่งด้วยภาพเคลื่อนไหวแบบสั้นแทน เปิดใช้ด้วยการกดค้างผ่าน 3D Touch (ถ้านึกไม่ออก ค้นหาคำว่า HTC Zoe) รวมถึงการปล่อยแอพใน Play Store เพื่อช่วยให้ย้ายมาใช้งาน iPhone ง่ายขึ้น

ของใหม่ก็จบเพียงเท่านี้ ด้านล่างเป็นสเปคครับ

ชิปประมวลผล Apple A9 พร้อม M9 รองรับ 64 บิต
ตัวเครื่องแข็งแรงขึ้น กระจกด้านหน้าแกร่งสุดๆ
หน้าจอเหมือนเดิมทั้งสองรุ่น
กล้องหลัง 12 เมกะพิกเซลแฟลชทูโทน กล้องหน้า 5 เมกะพิกเซล ใช้หน้าจอแทนแฟลช
รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K
รองรับ LTE เพิ่มขึ้นเป็น 23 ย่านความถี่
Touch ID ปรับปรุงใหม่

สำหรับราคาของ iPhone 6s ยืนพื้นเท่าเดิมที่ 199 เหรียญติดสัญญาสองปี เริ่มต้นที่ความจุ 16GB ดังเดิม ส่วน iPhone 6s Plus แพงกว่า 100 เหรียญตามคาด เริ่มขาย 25 กันยายนนี้พร้อมสีใหม่ Rose Gold ไว้ค่อยติดตามราคาไทยกันต่อไปครับ

ที่มา - The Verge

ตัวอย่างการใช้งาน 3D Touch





iPhone ลดราคาiPhone 6s สีทอง apple watch 2015iPhone 6s iosiPhone 6s buyiPhone 6s  sell


แอปเปิลไทยปรับลดราคา iPhone 6 และ 6 Plus ทุกโมเดล ราคาเริ่มต้น 22,500 บาท

ให้หลังการเปิดตัว iPhone 6s รุ่นใหม่ ก็มาพร้อมกับการปรับราคาของทั้ง iPhone 6 และ 6 Plus ลงโมเดลละ 100 เหรียญ ซึ่งตอนนี้ราคาฝั่งประเทศไทยเริ่มปรับตัวตามแล้วทุกโมเดล

สำหรับ iPhone 6 รุ่น 16GB จากเดิมราคาเริ่มต้นที่ 24,900 บาท ปรับลดลงเป็น 22,500 บาท และรุ่นความจุสูงขึ้น 64GB ปรับราคาจาก 28,900 บาทลงมาเหลือ 26,500 บาท ส่วน iPhone 6 Plus รุ่น 16GB ปรับลดจาก 28,900 บาทลงมาเหลือ 26,500 บาท และรุ่น 64GB ปรับลดจาก 32,900 บาทเหลือ 30,500 บาท เรียกได้ว่าปรับราคาทุกโมเดลลงมา 2,400 บาท รวมถึงเลิกขายรุ่นความจุ 128GB ไปพร้อมกัน

ด้วยค่าเงินบาทอ่อนตัวช่วงนี้ ถ้ายังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ มีความเป็นได้สูงว่า iPhone 6s จะราคาแพงขึ้นอีกครับ


แอปเปิลซุ่มเงียบเปิดตัว iPad mini 4 ราคาเท่าเดิม เพิ่มสเปคเท่า iPad Air 2

ยังคงเป็นรุ่นที่ถูกลืมต่อเนื่องอีกปีสำหรับ iPad mini ที่วันนี้มีเปิดตัว iPad mini 4 แบบเงียบๆ ในช่วงประกาศราคาด้วย หน้าตาโดยรวมยังคงเดิม แต่อัพเดตสเปคให้แรงขึ้นดังนี้

สำหรับสเปคของ iPad mini 4 ถูกอัพเกรดให้เท่ากับ iPad Air 2 ด้วยชิปประมวลผล Apple A8X พร้อมชิปประมวลผลร่วม M8 เพิ่มความละเอียดกล้องเป็น 8 เมกะพิกเซล แต่น้ำหนักเบาลงเล็กน้อยเหลือราว 294 กรัม และยังเป็น iPad mini รุ่นเดียวที่มี Touch ID ดังเดิม (เพราะเลิกขาย iPad mini 3 ไปด้วย)

ราคาเริ่มต้นของ iPad mini 4 จะเปิดมาที่ 399 เหรียญเท่ากับ iPad mini 3 ที่เลิกขายไปแล้ว ส่วน iPad mini 2 รุ่นสเปคต่ำกว่าแต่ยังเป็นหน้าจอ Retina Display ลดราคาไปเหลือ 269 เหรียญ

รายละเอียดอื่นๆ คงต้องรอขึ้นเว็บไซต์แอปเปิลอีกทีครับ


แอปเปิลเปิดตัว iPad Pro แท็บเล็ตจอยักษ์ พร้อมเคสคีย์บอร์ด และสไตลัส

ลือกันมาข้ามปี ในที่สุดก็ถึงวันที่แอปเปิลยอมเปิดตัว iPad Pro แท็บเล็ตจอยักษ์ตัวใหม่อย่างเป็นทางการ และเป็นสินค้าชิ้นแรกในงานเปิดตัวพิเศษเดือนกันยายนอีกด้วย

หน้าตาของ iPad Pro ไม่ต่างจาก iPad Air มากนัก แต่ขนาดเรียกได้ว่าใหญ่กว่ามาก ด้วยหน้าจอขนาด 12.9" รวมถึงปรับปรุงระบบเสียงไปจาก iPad ทุกรุ่นด้วยการใส่ลำโพงมาถึงสี่ตัวด้วยกัน ส่วนสเปคอื่นๆ มีดังนี้

ชิปประมวลผล Apple A9X รองรับการประมวลผลแบบ 64 บิต เร็วกว่า A8X ราว 1.8 เท่า
หน้าจอขนาด 12.9" ความละเอียด 2732x2048 พิกเซล
2048
กล้องหลัง 8 เมกะพิกเซล
ความจุภายใน 32GB-128GB
รองรับ Wi-Fi 802.11ac พร้อม MIMO รวมถึงมีรุ่นรองรับ LTE
ตัวเครื่องบางเพียง 6.9 มม. หนักประมาณ 712 กรัม
ลำโพงสเตอริโอสี่ทิศทางรอบตัวเครื่อง รักษาสมดุลเสียงตามการถือเครื่อง
ใช้งานได้ยาวนาน 10 ชั่วโมง


นอกจากตัว iPad Pro ที่มาเปิดตัวแล้วแล้ว ยังมีอุปกรณ์เสริมมาเปิดตัวด้วยอีกสองอย่าง ตัวแรกเป็นเคสคีย์บอร์ดขนาดเต็ม เชื่อมต่อผ่านพอร์ตด้านข้างตัวเครื่องชื่อว่า Smart Connecter ตัวคีย์บอร์ดเคลมว่าให้สัมผัสได้เหมือนกับการพิมพ์บนคีย์บอร์ดพีซี บางพอจะใช้เป็นเคสฝาปิดได้ในตัว และอีกชิ้นเป็น Apple Pencil สไตลัสเวอร์ชันแอปเปิลที่ติดตอบสนองได้รวดเร็ว รับแรงกดได้หลายรูปแบบเหมือนกับดินสอจริงๆ

Smart Keyboard

apple-ipad pro keyboard

Apple Pencil

apple-ipad pro apple pencil




ฝั่งแอพที่ออกมารองรับการใช้งาน iPad Pro ทันทีมีตั้งแต่ Microsoft Office และ Adobe Photoshop ที่อัพเดตมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ รวมถึงการใช้งานกับแอพเฉพาะทางที่ต้องการแรงประมวลผลกราฟิกแรงๆ

ราคาเปิดตัวของ iPad Pro เริ่มต้นที่ 799 เหรียญสำหรับรุ่น 32GB ก่อนกระโดดเป็น 949 เหรียญสำหรับรุ่นความจุ 128GB โดยรุ่น LTE จะมีเฉพาะรุ่นความจุ 128GB เท่านั้น ราคาที่ 1,079 เหรียญ ส่วนอุปกรณ์เสริมอย่าง Smart Keyboard เปิดราคามาที่ 169 เหรียญ และ Apple Pencil ที่ 99 เหรียญ


Apple TV รุ่นยกเครื่องใหม่หมด, รีโมทแบบใหม่, ระบบปฏิบัติการ tvOS, รองรับแอพและเกม

แอปเปิลเปิดตัว Apple TV รุ่นยกเครื่องใหม่ครั้งใหญ่ เปลี่ยนระบบปฏิบัติการเป็น tvOS (พัฒนาต่อจาก iOS ลักษณะเดียวกับ watchOS ของ Apple Watch) เปลี่ยน UI ใหม่หมด และมาพร้อมกับรีโมทแบบใหม่ที่มีพื้นที่ทัชแพดสำหรับนิ้วสัมผัสในตัว และไมโครโฟนสำหรับสั่งงานด้วยเสียง

รูปแบบการสั่งงาน Apple TV โฉมใหม่ใช้งานได้ทั้งรีโมท และสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Siri

Powered by MakeWebEasy.com